วันเสาร์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2563

ถาม – ตอบ เรื่องค่ากระแสไฟฟ้า 2563

ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ซึ่งรัฐบาล
มีมาตรการให้ประชาชนทุกคนร่วมกัน “อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ” ทำให้มีประชาชนทำงานที่บ้าน หรือหยุดอยู่กับบ้านเป็นจำนวนมากขึ้น ประกอบกับสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าว ซึ่งส่งผลให้อัตราการใช้ไฟฟ้าสูงขึ้นจนหลายคนเกิดความสงสัย กฟผ. จึงได้ร่วมกันจัดทำชุดคำถาม–ตอบ เพื่อให้ผู้ปฏิบัติงาน รับทราบข้อมูลและสามารถนำไปช่วยไขข้องใจให้กับเพื่อนฝูง ญาติมิตร เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องในประเด็นต่าง ๆ.

ประเด็นที่ 1 ทำไมค่าไฟฟ้าแพงขึ้นในช่วงฤดูร้อน

ขอให้ประชาชนมั่นใจว่า หน่วยงานการไฟฟ้าไม่ได้มีการปรับเปลี่ยนการจดมิเตอร์ตามครัวเรือนแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม ค่าไฟฟ้าที่ราคาสูงขึ้นอาจมาจากหลายปัจจัย ได้แก่

1.1 สภาพอากาศภายนอกที่ร้อนมากขึ้น ทำให้เครื่องใช้ไฟฟ้าต้องทำงานหนักมากขึ้น โดยเฉพาะตู้เย็น และเครื่องปรับอากาศ ที่กินไฟมากขึ้นตามอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลง แม้ว่าจะใช้งานเท่าเดิม การที่เครื่องใช้ไฟฟ้ากินไฟมากขึ้นเกิดจากการทำงานหนักมากขึ้น รักษาอุณหภูมิตามที่ตั้งไว้ 

ยกตัวอย่างเช่น การเปิดปิดตู้เย็นบ่อย ๆ ทำให้ความร้อนเข้าไปในตู้เย็นขณะเปิดประตู ซึ่งตู้เย็นต้องทำงานมากขึ้น เพื่อรักษาอุณหภูมิเอาไว้ 

หรือในกรณีของเครื่องปรับอากาศเช่นกัน ที่เมื่ออุณหภูมิภายนอกร้อน เครื่องปรับอากาศก็ต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อลดอุณหภูมิให้เหลือเท่าที่ตั้งไว้ หรือหากปิดและเปิดประตูห้องบ่อย ๆ ความร้อนก็เข้าไปภายในห้อง ซึ่งเครื่องปรับอากาศก็จะต้องทำงานหนักมากขึ้นนั่นเอง ดังนั้นต้องใช้พลังงานไฟฟ้ามากขึ้นในช่วงที่สภาพอากาศร้อน จึงทำให้จำนวนหน่วยพลังงานไฟฟ้าเพิ่มขึ้น

1.2 อัตราการคิดค่าไฟฟ้าในครัวเรือนในประเทศไทย เป็นแบบอัตราก้าวหน้า

การคิดอัตราค่าไฟฟ้าในครัวเรือนของประเทศไทย เป็นลักษณะในการเก็บของอัตราก้าวหน้า โดยมีอัตราการจัดเก็บ ดังนี้

หน่วยที่ 0 - 150 หน่วย ราคาหน่วยละ 3.2484 บาท

หน่วยที่ 151 - 400 หน่วย ราคาหน่วยละ 4.2218 บาท

หน่วยที่ 400 ขึ้นไป ราคาหน่วยละ 4.4217 บาท

ดังนั้นแล้ว หากใช้ไฟมากกว่า 400 หน่วย ให้คำนวณตามสูตรก็คือ 150 หน่วยแรก เท่ากับ 487.26 บาท บวกกับ 250 หน่วยถัดมา 1,055.45 บาท และส่วนที่เกิน 400 หน่วยก็นำไปคูณกับ หน่วยละ 4.4217 บาท และสุดท้ายแล้วเงินจำนวนนี้ ก็จะต้องนำไปคิดรวมกับภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละ 7 ในตอนท้ายด้วย

1.3 นโยบายการอยู่บ้าน ที่ส่งผลต่อแนวโน้มพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าที่มากขึ้น

จากนโยบายอยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ และแนวทางปฏิบัติ Social Distancing ส่งผลให้มีแนวโน้มที่จะส่งผลให้คนมีพฤติกรรมใช้เครื่องใช้ไฟฟ้ามากขึ้น เนื่องจาก ผู้คนไม่สามารถออกไปภายนอกบ้านได้ และมีสมาชิกอาศัยอยู่ภายในบ้านเพิ่มมากขึ้น รวมไปถึงแนวทางการ Social Distancing ที่อาจทำให้คนอยู่แต่ภายในห้องของตัวเอง เปิดใช้ไฟฟ้ากับแบบส่วนตัวมากขึ้น จึงอาจเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะส่งผลให้พฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าในครัวเรือนเพิ่มสูงขึ้น


ประเด็นที่ 2 ประเด็นเรื่องการคิดค่าไฟฟ้า

การไฟฟ้าทั้ง 3 หน่วยงาน
ไม่ได้เป็นผู้กำหนดราคาค่าไฟเอง

เนื่องจากไฟฟ้าเป็นสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน การกำหนดราคาค่าไฟฟ้าจึงต้อง
1) สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง
2) เอื้อประโยชน์ต่อผู้มีรายได้น้อย
3) คิดกำไรอยู่ในอัตราต่ำกว่าที่ควรจะเป็น

ประเทศไทยมีคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เป็นผู้กำหนดค่าไฟฟ้า และเป็นหน่วยงานที่ควบคุมการดำเนินงานในกิจการไฟฟ้าของไทย (Regulator)
โดยที่การไฟฟ้าทั้ง 3 หน่วยงาน
ไม่ได้เป็นผู้กำหนดค่าไฟฟ้าในส่วนนี้

นอกจากนี้แล้ว ในวิกฤตครั้งนี้ก็ได้มีการช่วยเหลือเรื่องสาธารณูปโภคด้านไฟฟ้าให้กับประชาชน ไม่ว่าจะเป็นการลดราคาค่าไฟฟ้า การกำหนดให้ผู้มีรายได้น้อยใช้ไฟฟรี และการคืนค่าประกันไฟฟ้า และอยู่ระหว่างการพิจารณามาตรการอื่น ๆ ต่อไป


ประเด็นที่ 3 การไฟฟ้าให้อะไรกับประชาชนบ้าง

กฟผ. เป็นรัฐวิสาหกิจ ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ ตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การดำเนินกิจการเมื่อมีกำไรต้องนำเข้ารัฐ เพื่อเป็นงบประมาณในการพัฒนาประเทศต่อไป และกำไรอีกส่วนหนึ่งจะเก็บไว้เป็นเงินทุนสำหรับการลงทุนในอนาคตของแต่ละหน่วยงาน เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของรัฐบาล อีกทั้งยังเป็นรัฐวิสาหกิจที่ส่งเงินเข้าคลังเป็นอันดับต้นๆ เสมอ (ที่มาจากสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) :   https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/875061


ประเด็นที่ 4 โบนัส

การไฟฟ้าไม่ได้กำหนดเปอร์เซ็นต์โบนัสเอง ต้องผ่านเกณฑ์ของสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ประเด็นเรื่องของโบนัสประจำปีนั้น การที่รัฐวิสาหกิจแต่ละหน่วยงานจะได้รับโบนัสจะต้องผ่านข้อกำหนด และการประเมินผลหลายประการจาก สคร.และต้องบริหารจัดการองค์กรให้ได้คะแนนตามเกณฑ์ที่กำหนด จึงจะได้รับการพิจารณาได้แก่ การดำเนินงานตามนโยบาย การบริหารจัดการองค์กร และผลการดำเนินงานรัฐวิสาหกิจ


ประเด็นที่ 5 ความต้องการการใช้ไฟไม่มี
ควรหยุดลงทุนผลิตไฟฟ้า

มีการลดการลงทุนแน่นอน ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณา 
ทั้งนี้อยู่บนพื้นฐานความพร้อมฟื้นฟูประเทศ

การขยายตัวของความต้องการการใช้ไฟฟ้าจะแปรผันตามการขยายตัวของเศรษฐกิจ ซึ่งในวิกฤต COVID-19 ครั้งนี้ ทำให้เศรษฐกิจชะลอตัว และส่งผลต่อความต้องการใช้ไฟฟ้าให้ลดลงอย่างมาก ขณะนี้อยู่ระหว่างการทบทวนแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ทั้งนี้จะต้องอยู่บนพื้นฐานความพร้อมในการฟื้นฟูประเทศ

อย่างไรก็ตามการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐจะมีส่วนช่วยกระตุ้นการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศให้กลับมาฟื้นคืนได้เร็วขึ้น

ประเด็นที่ 6 กฟผ. ทำอะไรในวิกฤต COVID-19

กฟผ. มีการปรับแผนการดำเนินงาน เพื่อนำมาร่วมแก้ไขวิกฤต อันเป็นสิ่งที่ทุกหน่วยงานของรัฐพึงกระทำ

ในช่วงเวลาที่เกิดวิกฤตเช่นนี้ กฟผ. ได้เดินหน้าทุ่มสรรพกำลัง ทั้งงบประมาณ และแรงงานอย่างเต็มกำลัง ดังนี้

1. การตัดงบประมาณที่สามารถชะลอ และปรับแผนงาน CSR ที่ไม่เร่งด่วนออกทุกเรื่องเพื่อเปลี่ยนเป็นงบประมาณในการแก้ไขวิกฤตการณ์ครั้งนี้ สำหรับและป้องกันการแพร่ระบาดของ COVID-19 ให้กับโรงพยาบาลทั่วประเทศ รวมทั้งการช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ประชาชนที่ได้รับผลกระทบ

2. เพื่อให้ประชาชนได้รับความสะดวกสบายจากการใช้ไฟฟ้าในช่วงวิกฤตครั้งนี้ กฟผ. ได้ใช้มาตรการเข้มข้นกักบริเวณผู้ปฏิบัติงานเดินเครื่อง และผู้ปฏิบัติงานประจำสถานีไฟฟ้าตลอด 24 ชั่วโมง ให้อยู่ในพื้นที่ Safe Zone ป้องกันความเสี่ยงจากการติดเชื้อเพื่อรักษาความมั่นคงของระบบไฟฟ้า


3. แม้จะต้องทำงานจากที่บ้าน (Work From Home) ตามมาตรการเพื่อลดการแพร่ระบาดโรค COVID-19 ของรัฐบาล แต่ผู้ปฏิบัติงาน กฟผ. ก็มีจิตอาสา ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกัน โดยไม่มีวันหยุด มาทำโรงงานผลิตเจลอนามัย จัดหาหน้ากากอนามัย / Face Shield และประดิษฐ์คิดค้นอุปกรณ์ป้องกันทางการแพทย์ต่าง ๆ แจกจ่ายให้กับโรงพยาบาลและประชาชน รวมทั้งได้ช่วยเหลือเยียวยาชุมชนที่ได้รับผลกระทบซึ่งอยู่รอบหน่วยงานและที่ห่างไกลเท่าที่จะสามารถทำได้



วันพุธที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2562

ขออนุญาตใช้ประโยชน์ในที่ดินที่อยู่ในเขตระบบโครงข่ายไฟฟ้า ภายในพื้นที่รับผิดชอบของ กฟผ.

ปัจจุบันมีประชาชน (ประชาชนเจ้าของที่ดิน ผู้ประกอบการ หน่วยงานราชการ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในเขตระบบโครงข่ายเดินสายไฟฟ้า) ร้องขออนุญาตใช้ประโยชน์ในที่ดินที่อยู่ในเขตระบบโครงข่ายไฟฟ้า
ภายในพื้นที่รับผิดชอบของ กฟผ. เป็นจำนวนมาก ในการนี้ กฟผ. จะต้องพิจารณาดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 23 วันทำการ เพื่อให้เป็นไปตาม พ.ร.บ. อำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการพ.ศ. 2558 กำหนด
ซึ่งงานดังกล่าวจะต้องติดต่อประสานงาน เพื่อนัดหมายเข้าตรวจสอบในพื้นที่ ให้คำปรึกษา แนะนำ ทำความเข้าใจ และพิจารณาทางด้านเทคนิควิศวกรรม รวมถึงด้านความปลอดภัยให้เป็นไปตามมาตรฐาน
และกฎหมายกำหนด พร้อมกับตอบหนังสือแจ้งผลการพิจารณาให้ผู้ร้องขอทราบ ส่งผลทำให้งานส่วนใหญ่ไม่สามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จเสร็จภายใน 23 วันทำการ โดยมีสาเหตุจากหลายๆปัจจัย
ทั้งข้อจำกัดภายในและภายนอก กฟผ. และส่วนหนึ่งเกิดจากผู้ร้องขอส่งข้อมูลประกอบการขออนุญาติต่อ กฟผ. ไม่ครบถ้วน ส่งผลทำให้ กฟผ. ไม่สามารถพิจารณาได้
ดังนั้นเพื่อเป็นการบรรเทาปัญหาตามกล่าวข้องต้น คร่ขอความร่วมมือ ประชาชนมาที่มาติดต่อ ให้ส่งคำร้องตามแบบฟอร์ม สปส.4 (คำร้องขอชี้ระวังแนวเขตระบบโครงข่ายไฟฟ้า) โดยให้ระบุวัตถุประสงค์ตามข้อ 4 เพื่อขอคำแนะนำและข้อมูลเพิ่มเติมจาก เจ้าหน้าที่ กฟผ. เพียงอย่างเดียว  รายละเอียดตามไฟล์แนบ 1 ต่อ กฟผ. เพื่อที่จะส่งให้ผู้รับผิดชอบ ประสานงาน แนะนำ และให้ข้อมูลประกอบในการใช้ประโยชน์ในที่ดินที่อยู่ในเขตระบบโครงข่ายไฟฟ้าให้กับผู้ร้องขอทราบได้เลย โดยไม่ต้องขออนุญาตต่อ กฟผ. ซึ่งจะไม่เข้าเงื่อนไขจะต้องพิจารณาดำเนินการให้แล้วเสร็จ
ภายใน 23 วันทำการ และ กฟผ. จะได้ไม่ทำผิดกฎหมายตาม พ.ร.บ. อำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ พ.ศ. 2558 กำหนด  ไม่ควรแนะนำให้ขออนุญาตต่อ กฟผ. โดยตรง

วันศุกร์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

สมบัติของชาติไทย



ช่วยกันรักษา เสา-สายส่งไฟฟ้าซึ่งเป็นสมบัติของชาติ และของคนไทยทุกคน ความเข้าใจเกี่ยวกับความสำคัญของระบบส่งจ่ายกระแสไฟฟ้าและผลกระทบจาก การโจรกรรม ชิ้นส่วนอุปกรณ์เสาโครงเหล็กส่งไฟฟ้าแรงสูงที่มีต่อความมั่นคงในระบบไฟฟ้าของประเทศและความรู้ทางด้านกฎหมายเขตเดินสายส่งไฟฟ้าแรงสูงแก่ประชาชนเพื่อ

ให้ประชาชนได้รับความรู้ความเข้าใจ

เกี่ยวกับภารกิจของ กฟผ. ความสำคัญ

ของเสาส่งไฟฟ้าแรงสูงที่มีหน้าที่ส่งจ่าย

กระแสไฟฟ้า และประชาสัมพันธ์

ขอความร่วมมือชุมชนและผู้นำชุมชน

ในท้องถิ่นให้ช่วยกันดูแล

เสาส่งและสายส่งไฟฟ้าแรงสูง


ซึ่งเป็นสมบัติส่วนรวมของประเทศชาติ

รวมทั้งขั้นตอนดำเนินการทางกฎหมายในความผิด

และบทลงโทษข้อหาลักทรัพย์ 


หรือความผิดจากการรับซื้อของที่มาจากการขโมยทรัพย์สินที่เป็นสาธารณสมบัติของชาติ

จากสถิติ ที่ผ่านมาพื้นที่กรุงเทพมหานครและ

ปริมณฑล จ.ปทุมธานี เป็นจังหวัดที่มี

ชิ้นส่วนเสาโครงเหล็กส่งไฟฟ้าแรงสูง



ถูกลักขโมยมากที่สุด


โดยมีการลักขโมยชิ้นส่วนเสาโครงเหล็กจำนวน 634 ชิ้น

 และเป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญเป็นศูนย์กลางทางด้านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม 

ที่มีการใช้ไฟเป็นจำนวนมาก 


หากมีการลักขโมยชิ้นส่วนอุปกรณ์เสาส่งไฟฟ้าแรงสูง

 อาจทำให้เสาส่งล้ม ทำให้เกิดไฟฟ้าดับเป็นบริเวณกว้างได้ 

และจะส่งผลให้ประชาชนผู้ใช้ไฟได้รับความเดือดร้อน

 และเกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมเป็นจำนวนมหาศาล


ดังนั้น ขอความร่วมมือประชาชนทุกท่านหากพบเห็นการลักขโมยหรือมีผู้นำชิ้นส่วนอุปกรณ์เสาส่งไฟฟ้าแรงสูงมาขาย 

หรือการกระทำที่อาจเป็นอันตรายต่อเสาและสายส่งไฟฟ้าแรงสูงโปรดแจ้งเบาะแสมาที่หน่วยงาน 

การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ที่เบอร์โทรศัพท์ 0-2436-0000 กด 1ได้ตลอด 24 ชั่วโมง 

และสถานีตำรวจที่อยู่ใกล้เคียง


DARKNESS

https://www.youtube.com/watch?v=gfMcR2GAukA